Centre Georges Pompidou
วันนี้เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของเรามากที่สุด
ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน แต่ก็รีบมาตั้งแต่เช้า อารมณ์อยากเที่ยวเต็มเปี่ยม
แต่ปรากฏว่าเขาเปิดตอนสิบเอ็ดโมงแน่ะ (จ๋อยเลย ไม่ยอมอ่านมาให้ดีก่อน)
ก็เลยไปนั่งเล่นกินขนมบวกถ่ายรูปอยู่แถวๆ นั้น เพราะขี้เกียจไปทีี่่อื่นแล้วกลับมาใหม่
พูดถึงเวลาเปิดปิดของร้านค้าในปารีส สำหรับเราเป็นเรื่องค่อนข้างไม่คุ้นชิน
เรารู้สึกว่าคนปารีสนอนดึกตื่นสาย กิจการร้านรวงต่างๆ เงียบมากในเวลาเช้า
จะมาสดชื่นรื่นเริงกันอีกทีก็เกือบจะเที่ยงแล้วละ
เพราะฉะนั้น มาปารีสแล้วไม่ต้องตื่นนอนเช้ามากก็ได้
(แต่ถ้าเดินเล่นไปเรื่อยๆ ดูนู่นดูนี่ก็ไม่ว่ากัน)
แถมห้างร้านก็ปิดสองทุ่มด้วย ได้เป็นเด็กดีกลับบ้านเร็วอีกต่างหาก
(ยกเว้นแต่ว่าจะไปปาร์ตี้กินเหล้าน่ะนะ ซึ่งปิดดึกมาก
จนบางทีนอนไม่หลับ เพราะบ้านอยู่ใกล้ร้านเหล้า ได้ยินเสียงโหวกเหวกทุกคืน)
ประมาณสิบโมงสี่สิบห้า เราเดินมารอแถวๆ หน้าปอมปิดูอีกครั้ง
ปรากฎว่าคนต่อคิวยาวหน้าพิพิธภัณฑ์แล้ว
แต่ภาพแบบนี้ไม่สร้างความตื่นเต้นให้เราเท่าไหร่
ก็ตั้งแต่วันแรกแล้วละที่มาถึง...
ไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ดังๆ ที่ไหนๆ ก็มีคนแห่กันมาต่อคิวเข้าแถวรออยู่
ปอมปิดูเหมาะสำหรับคนชอบงานศิลปะแบบโมเดิร์นอาร์ต
เราเองไม่ค่อยจะรู้จักศิลปินเท่าไหร่ ก็เลยเดินดูไปเรื่อยเปื่อย
ถึงแม้จะเข้าได้ฟรีเพราะมีบัตรเบ่งแล้วก็เถอะ แต่ก็เพิ่งรู้ว่า...
ถ้าจะดูงานแสดงพิเศษ ต้องซื้อตั๋วแยกนะจ๊ะ
ความโดดเด่นของตัวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือสถาปัยตกรรมแบบอวองการ์ด
ทั้งท่อใหญ่ๆ และบันไดเลื่อนยาวๆ เห็นมาแต่ไกล
ภายในมีนักเรียนน้องหนูเยอะแยะเข้ามาดูงานกันแต่หัววัน
ประมาณว่าคุณครูพามาทัศนศึกษา ได้ดูงานของศิลปินระดับโลก
ถือเป็นโชคดีของเด็กฝรั่งเศสจริงๆ นะ
ด้านบนของปอมปิดูมีร้านอาหารชื่อ Georges
ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอหม่ำอาหารเที่ยงบนนี้เถอะ
อยากกินเป็ดนะ แต่ราคาไม่น่าจ่าย ก็เลยกินอย่างอื่นแทน -_-"
(ถ้ามาตอนกลางคืนจะโรแมนติกมาก เพราะมองเห็นวิวปารีส)
อ๊ะ...เกือบลืม ความน่ารักของบริเวณหน้าปอมปิดู
คือด้านหน้าจะมีศิลปินพลัดกันมาแสดงนู่นนี่
อย่างเช่น เดินบนเชือก กายกรรม เ้พ้นท์รูป ละครใบ้ ฯลฯ
คือดูกันได้ฟรีๆ (หรือจะช่วยให้เงินเค้าก็ไม่ว่า)
และแถวๆ นั้นมีคาเฟ่เยอะ มีร้านขายของฝาก
โดยเฉพาะที่...จำชื่อไม่ได้แล้วละ คือให้ลงบันไดเลื่อนไปที่ชั้นใต้ดิน
ซึ่งเป็นทางลงเดียวกับทางไป subway
ด้านนอกตึกจะเน่ามาก และมีคนผิวดำมารวมตัวกันเพียบ
แต่ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าลงไปแล้วจะเจอขุมทรัพย์ (หรือเสียทรัพย์)
เป็นห้างใต้ดินรวมหลายๆ แบรนด์ แต่ไม่ใช่แบรนด์แพงๆ หรูอลังการ
คือถ้าพี่ที่อยู่ที่นั่นไม่บอก คงไม่รู้เลยว่ามีตรงนี้ด้วย (เอาไว้เดินวันฝนตกก็ดี)
มีร้าน fnac ด้วย ร้านนี้สนุกดี ขายหนังสือ ซีดี ดีวีดี เครื่องเขียน ฯลฯ
Musee des Arts Decoratifs
ช่วงบ่ายเราชิลๆ พากันเดินกลับไปที่ลูฟวร์อีกครั้ง
เพราะได้คำแนะนำว่าควรไป Musee des Arts Decoratifs
ซึ่งเป็นมิวเซียมเล็กๆ อยู่ด้านข้างลูฟวร์นั่นแหละ
วันที่ไป เขาจัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวกับ "สีแดง"
คือเอาของทุกอย่างที่เป็นสีแดงมาจัดเรียงให้ดู
ส่วนห้องแสดงถาวรมักจะเป็นของเก่าๆ มากกว่า
แบบพวกโต๊ะ ตู้ เครื่องใช้ในครัว ประติมากรรม ฯลฯ
เสร็จจากที่นี่ เราเดินลัดผ่านสวน Jardin du Carrousel ที่อยู่ติดกับลูฟวร์เลย
เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์เล็กๆ น่ารักที่เราชอบที่สุดในทริปนี้
L'Orangerie
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ปลายสวน Jardin des Tuileries ต่อจากสวนข้างบน
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล็กมาก แต่เดินดูภาพแล้วรู้สึกพอดี ไม่เยอะเกินไปนะ
และอีกเหตุผลคือเน้นงานแนวอิมเพรสชั่นนิสต์กับโมเดิร์นนิดๆ
มีทั้งงานของโมเนต์ เรอนัวร์ ปิกัสโซ่
ถ้าใครชอบโมเน่ต์มากๆ (และมีเวลาน้อยๆ) ให้มาที่นี่ได้เลย
เพราะไฮไลต์ของที่นี่ก็คือภาพ Waterlily ชวนฝัน
ในห้องกลมสองห้องนั้นทำให้เราเพ้อฝันไปถึงสระบัวบ้านโมเน่ต์
เสียดายที่ไม่มีเวลาหรือรู้ข้อมูลมากกว่านี้ (จริงๆ ก็อ่านในสารคดีมาแล้ว แต่ลืม)
ขนาดภาพนี้อยู่ในห้องขา่วๆ ธรรมดาๆ นะ
แต่มันทำให้จินตนาการเราฟุ้งไปไหนต่อไหนได้
ตอนสมัยเรียน อาจารย์ย้ำเสมอว่าฝีแปรงของกลุ่มนี้โดดเด่นตรงที่ถ้ามองไกลๆ จะเห็นเป็นภาพ
แต่ถ้าเราเข้าไปยืนใกล้ๆ จะมองดูไม่ชัดเจน ไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรทั้งสิ้น
เออ...มันเป็นจริงอย่างนั้นด้วยนะ
ความติสของพิพิธภัณฑ์นี้อีกอย่างคือในห้องน้ำ
เวลาจะล้างมือที่อ่างล้างหน้า จะไม่มีใครหาที่เปิดน้ำเจอเลย
คือมีแต่ท่อยื่นออกมา แต่น้ำจะไหลได้ด้วยวิธีไหนนะ...
ตอนที่เราเดินเข้าไปพอดี เห็นคนข้างๆ เค้าเหยียบปุ่มสีดำตรงพื้น
แล้วน้ำมันก็ไหลออกมาให้ใช้ได้
เราก็เหวอๆ นะ แ้ล้วจะไปรู้ได้ยังไงเนี่ย (ภาษาฝรั่งเศสก็อ่านไม่ออก)
หลังจากนั้นมีน้องหนูฝรั่งหัวทองหน้าตาน่ารักเข้ามาในห้องน้ำ
เธอพยายามจะล้างมือล้างหน้า แต่หาที่เปิดน้ำไม่เจอ
เราเลยโชว์เหนือ บอกว่าต้องเหยียบตรงนี้นะ (ฮ่าๆ ทำเป็นรู้ดี)
จบจากความรื่นรมย์นี้แล้ว เราเดินทางต่อไปยัง Pantheon
แต่ต้องนั่ง subway ไปนะ ถ้าเดินไปมีหวังตายแน่ๆ
Pantheon
โห...นี่เราเที่ยวแบบเหมือนมากับทัวร์เลย
ก็เราใช้ไกด์บุ๊ค Top 10 Paris ของ DK นี่นะ
ภายใน "แพนธีออน" สวยอลังการไม่แพ้สถาปัตยกรรมอื่นๆ ในปารีส
และที่นี่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเล็กกระจิ๋วเดียว
อาจเพราะเสาโรมันขนาดใหญ่กับภาพเขียนขนาดยักษ์
บนโดมด้านบนมีช่องแสงสว่างส่องลงมาที่ภายในนี้ด้วย
เมื่อก่อนเคยใช้เป็นโบสถ์ แล้วก็กลายมาเป็นที่หลุมฝังศพของคนดังๆ
ส่วนไฮไลต์ของที่นี่ (สำหรับเรา) คือ Pendulum ของคุณ Jean Foucault
ตอนนี้เราทำหน้ามึนๆ ว่ามันคืออะไรหนอ แล้วมงซิเออร์เคก็เลกเชอร์ให้ฟังว่า
คุณฟูโกต์ใช้สถานที่นี้ในการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง
Cafe de Flore
ออกจากแพนธีออน เราเดินผ่านมหาวิทยาลัยซอร์บอร์นเพื่อจะหา subway กลับ
แต่ยังมีเวลาเหลือ เราลง subway ต่อไปที่ Cafe de Flore (สถานี St.Germain des Pres)
คือเดินผ่านคาเฟ่นี้มาหลายทีแล้ว ขอเข้าหน่อยนะ
ที่อยากไป เป็นเพราะชื่อเสียงเรียงนามของคาเฟ่ที่ว่า
เคยเป็นที่ hang-out ของศิลปินและนักคิดนักเขียนดังๆ
เค้าบอกว่าโดยเฉพาะที่ชั้นสอง แต่ตอนเข้าไปนั่งด้านในข้างล่าง
ใจนึงก็อยากนั่งนอกร้านชม (กิน) บรรยากาศ แต่ก็อยากเข้าไปดูข้างในนะ
ซึ่งมันก็ไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่ได้เข้ามา เพราะที่นี่เราคิดงานใหม่ๆ กันได้
มีโปรเจ็กต์ดีๆ เอาไว้รอทำตอนปลายๆ ปี 2553 เลยนะ
ต้องขอบคุณบรรยากาศและเมนูของ Cafe de Flore มากๆ เลยละ ^_^