MUD SCARY เร็วๆ นี้

posted on 20 Aug 2009 18:13 by sundayafternoon


แฟนๆ หมัดทุกท่าน
ปลายอาทิตย์หน้า MUD SCARY ก็จะพิมพ์เสร็จแล้วละ
และจะวางขายประมาณกลางอาทิตย์ต้นเดือนกันยายน

เราเอาปกหลอนๆ น่ากลัวๆ มาให้ดูกันก่อน
(ช่วงนี้ไต้ฝุ่นมาแนวหลอนหลายเล่มติดแล้วเหมือนกัน)

เล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องสยองขวัญ
และชวนไปฟัง อ๊อด ครรชิต วันแสวง นักวาดการ์ตูนไทย
ที่หลงใหลและทำงานกับการวาดการ์ตูนเล่มละบาท (เดี๋ยวนี้ห้าบาทแล้ว)
พูดถึงวงการการ์ตูนที่เขาทำงานคลุกคลีอยู่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสั้นแปล และการ์ตูนที่อ่านแล้วรู้สึกระทึก
หวังว่าจะติดตามกัน ออกแล้วจะมาแจ้งข่าวอีกที
ส่วนเพื่อนๆ ที่คอยติดตามหนังสือของซันเดย์ อาฟเตอร์นูน
หนังสือลำดับสองในสำนักก็ใกล้มาเช่นกันค่า

นางไม้ นวนิยายภาพ

posted on 08 Aug 2009 19:19 by sundayafternoon



หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดในสำนักหนังสือไต้ฝุ่น

นางไม้ นวนิยายภาพ

โดย เป็นเอก รัตนเรือง

และ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์


นางไม้ นวนิยายภาพ ได้รับแรงบันดาลใจจากบทภาพยนตร์ของ "เป็นเอก รัตนเรือง"
นำมาดัดแปลงเป็นฉบับนวนิยายภาพ ที่เน้นภาพวาดสวยสยอง
โดยมี "ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์" เป็นผู้วาดภาพ

กำหนดการวางจำหน่าย ประมาณอาทิตย์หน้านะคะ
เล่มนี้ทางสำนักหนังสือไต้ฝุ่นภูมิใจเสนอ
หนังสือภาพที่สวยงาม เหมาะสำหรับการเก็บสะสมและคนรักหนังสือทุกคน



เนื้อในพิมพ์บนกระดาษร้อยปอนด์หนา 120 แกรม
เข้าเล่มแบบเย็บกี่ ไสกาว
ส่วนปกมีให้เลือกสองสี คือเขียวและเทา

ถ้าได้ผ่านไปร้านหนังสือ ลองลูบๆ คลำๆ ที่หน้าปก และเปิดดูด้านในก่อนได้นะคะ
ภูมิใจนำเสนอจากใจเลยละค่ะ (ฮิๆ)

www.typhoonbooks.com

Bonjour Paris 3

posted on 28 Jul 2009 08:04 by sundayafternoon

Centre Georges Pompidou
วันนี้เริ่มจากพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักของเรามากที่สุด
ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน แต่ก็รีบมาตั้งแต่เช้า อารมณ์อยากเที่ยวเต็มเปี่ยม
แต่ปรากฏว่าเขาเปิดตอนสิบเอ็ดโมงแน่ะ (จ๋อยเลย ไม่ยอมอ่านมาให้ดีก่อน)
ก็เลยไปนั่งเล่นกินขนมบวกถ่ายรูปอยู่แถวๆ นั้น เพราะขี้เกียจไปทีี่่อื่นแล้วกลับมาใหม่

พูดถึงเวลาเปิดปิดของร้านค้าในปารีส สำหรับเราเป็นเรื่องค่อนข้างไม่คุ้นชิน
เรารู้สึกว่าคนปารีสนอนดึกตื่นสาย กิจการร้านรวงต่างๆ เงียบมากในเวลาเช้า
จะมาสดชื่นรื่นเริงกันอีกทีก็เกือบจะเที่ยงแล้วละ
เพราะฉะนั้น มาปารีสแล้วไม่ต้องตื่นนอนเช้ามากก็ได้
(แต่ถ้าเดินเล่นไปเรื่อยๆ ดูนู่นดูนี่ก็ไม่ว่ากัน)
แถมห้างร้านก็ปิดสองทุ่มด้วย ได้เป็นเด็กดีกลับบ้านเร็วอีกต่างหาก
(ยกเว้นแต่ว่าจะไปปาร์ตี้กินเหล้าน่ะนะ ซึ่งปิดดึกมาก
จนบางทีนอนไม่หลับ เพราะบ้านอยู่ใกล้ร้านเหล้า ได้ยินเสียงโหวกเหวกทุกคืน)

ประมาณสิบโมงสี่สิบห้า เราเดินมารอแถวๆ หน้าปอมปิดูอีกครั้ง
ปรากฎว่าคนต่อคิวยาวหน้าพิพิธภัณฑ์แล้ว
แต่ภาพแบบนี้ไม่สร้างความตื่นเต้นให้เราเท่าไหร่
ก็ตั้งแต่วันแรกแล้วละที่มาถึง...
ไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ดังๆ ที่ไหนๆ ก็มีคนแห่กันมาต่อคิวเข้าแถวรออยู่

ปอมปิดูเหมาะสำหรับคนชอบงานศิลปะแบบโมเดิร์นอาร์ต
เราเองไม่ค่อยจะรู้จักศิลปินเท่าไหร่ ก็เลยเดินดูไปเรื่อยเปื่อย
ถึงแม้จะเข้าได้ฟรีเพราะมีบัตรเบ่งแล้วก็เถอะ แต่ก็เพิ่งรู้ว่า...
ถ้าจะดูงานแสดงพิเศษ ต้องซื้อตั๋วแยกนะจ๊ะ

ความโดดเด่นของตัวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือสถาปัยตกรรมแบบอวองการ์ด
ทั้งท่อใหญ่ๆ และบันไดเลื่อนยาวๆ เห็นมาแต่ไกล
ภายในมีนักเรียนน้องหนูเยอะแยะเข้ามาดูงานกันแต่หัววัน
ประมาณว่าคุณครูพามาทัศนศึกษา ได้ดูงานของศิลปินระดับโลก
ถือเป็นโชคดีของเด็กฝรั่งเศสจริงๆ นะ

ด้านบนของปอมปิดูมีร้านอาหารชื่อ Georges
ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอหม่ำอาหารเที่ยงบนนี้เถอะ
อยากกินเป็ดนะ แต่ราคาไม่น่าจ่าย ก็เลยกินอย่างอื่นแทน -_-"
(ถ้ามาตอนกลางคืนจะโรแมนติกมาก เพราะมองเห็นวิวปารีส)

อ๊ะ...เกือบลืม ความน่ารักของบริเวณหน้าปอมปิดู
คือด้านหน้าจะมีศิลปินพลัดกันมาแสดงนู่นนี่
อย่างเช่น เดินบนเชือก กายกรรม เ้พ้นท์รูป ละครใบ้ ฯลฯ
คือดูกันได้ฟรีๆ (หรือจะช่วยให้เงินเค้าก็ไม่ว่า)
และแถวๆ นั้นมีคาเฟ่เยอะ มีร้านขายของฝาก
โดยเฉพาะที่...จำชื่อไม่ได้แล้วละ คือให้ลงบันไดเลื่อนไปที่ชั้นใต้ดิน
ซึ่งเป็นทางลงเดียวกับทางไป subway
ด้านนอกตึกจะเน่ามาก และมีคนผิวดำมารวมตัวกันเพียบ
แต่ไม่ต้องกลัว เพราะถ้าลงไปแล้วจะเจอขุมทรัพย์ (หรือเสียทรัพย์)
เป็นห้างใต้ดินรวมหลายๆ แบรนด์ แต่ไม่ใช่แบรนด์แพงๆ หรูอลังการ
คือถ้าพี่ที่อยู่ที่นั่นไม่บอก คงไม่รู้เลยว่ามีตรงนี้ด้วย (เอาไว้เดินวันฝนตกก็ดี)
มีร้าน fnac ด้วย ร้านนี้สนุกดี ขายหนังสือ ซีดี ดีวีดี เครื่องเขียน ฯลฯ

Musee des Arts Decoratifs
ช่วงบ่ายเราชิลๆ พากันเดินกลับไปที่ลูฟวร์อีกครั้ง
เพราะได้คำแนะนำว่าควรไป Musee des Arts Decoratifs
ซึ่งเป็นมิวเซียมเล็กๆ อยู่ด้านข้างลูฟวร์นั่นแหละ
วันที่ไป เขาจัดแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวกับ "สีแดง"
คือเอาของทุกอย่างที่เป็นสีแดงมาจัดเรียงให้ดู 
ส่วนห้องแสดงถาวรมักจะเป็นของเก่าๆ มากกว่า
แบบพวกโต๊ะ ตู้ เครื่องใช้ในครัว ประติมากรรม ฯลฯ
เสร็จจากที่นี่ เราเดินลัดผ่านสวน Jardin du Carrousel ที่อยู่ติดกับลูฟวร์เลย
เพื่อจะไปพิพิธภัณฑ์เล็กๆ น่ารักที่เราชอบที่สุดในทริปนี้

L'Orangerie
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ปลายสวน Jardin des Tuileries ต่อจากสวนข้างบน
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล็กมาก แต่เดินดูภาพแล้วรู้สึกพอดี ไม่เยอะเกินไปนะ
และอีกเหตุผลคือเน้นงานแนวอิมเพรสชั่นนิสต์กับโมเดิร์นนิดๆ
มีทั้งงานของโมเนต์ เรอนัวร์ ปิกัสโซ่
ถ้าใครชอบโมเน่ต์มากๆ (และมีเวลาน้อยๆ) ให้มาที่นี่ได้เลย
เพราะไฮไลต์ของที่นี่ก็คือภาพ Waterlily ชวนฝัน

ในห้องกลมสองห้องนั้นทำให้เราเพ้อฝันไปถึงสระบัวบ้านโมเน่ต์
เสียดายที่ไม่มีเวลาหรือรู้ข้อมูลมากกว่านี้ (จริงๆ ก็อ่านในสารคดีมาแล้ว แต่ลืม)
ขนาดภาพนี้อยู่ในห้องขา่วๆ ธรรมดาๆ นะ
แต่มันทำให้จินตนาการเราฟุ้งไปไหนต่อไหนได้

ตอนสมัยเรียน อาจารย์ย้ำเสมอว่าฝีแปรงของกลุ่มนี้โดดเด่นตรงที่ถ้ามองไกลๆ จะเห็นเป็นภาพ
แต่ถ้าเราเข้าไปยืนใกล้ๆ จะมองดูไม่ชัดเจน ไม่เป็นรูปเป็นร่างอะไรทั้งสิ้น
เออ...มันเป็นจริงอย่างนั้นด้วยนะ

ความติสของพิพิธภัณฑ์นี้อีกอย่างคือในห้องน้ำ
เวลาจะล้างมือที่อ่างล้างหน้า จะไม่มีใครหาที่เปิดน้ำเจอเลย
คือมีแต่ท่อยื่นออกมา แต่น้ำจะไหลได้ด้วยวิธีไหนนะ...
ตอนที่เราเดินเข้าไปพอดี เห็นคนข้างๆ เค้าเหยียบปุ่มสีดำตรงพื้น
แล้วน้ำมันก็ไหลออกมาให้ใช้ได้ 
เราก็เหวอๆ นะ แ้ล้วจะไปรู้ได้ยังไงเนี่ย (ภาษาฝรั่งเศสก็อ่านไม่ออก)
หลังจากนั้นมีน้องหนูฝรั่งหัวทองหน้าตาน่ารักเข้ามาในห้องน้ำ
เธอพยายามจะล้างมือล้างหน้า แต่หาที่เปิดน้ำไม่เจอ
เราเลยโชว์เหนือ บอกว่าต้องเหยียบตรงนี้นะ (ฮ่าๆ ทำเป็นรู้ดี)

จบจากความรื่นรมย์นี้แล้ว เราเดินทางต่อไปยัง Pantheon
แต่ต้องนั่ง subway ไปนะ ถ้าเดินไปมีหวังตายแน่ๆ

Pantheon
โห...นี่เราเที่ยวแบบเหมือนมากับทัวร์เลย
ก็เราใช้ไกด์บุ๊ค Top 10 Paris ของ DK นี่นะ

ภายใน "แพนธีออน" สวยอลังการไม่แพ้สถาปัตยกรรมอื่นๆ ในปารีส
และที่นี่ก็ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเล็กกระจิ๋วเดียว
อาจเพราะเสาโรมันขนาดใหญ่กับภาพเขียนขนาดยักษ์
บนโดมด้านบนมีช่องแสงสว่างส่องลงมาที่ภายในนี้ด้วย
เมื่อก่อนเคยใช้เป็นโบสถ์ แล้วก็กลายมาเป็นที่หลุมฝังศพของคนดังๆ
ส่วนไฮไลต์ของที่นี่ (สำหรับเรา) คือ Pendulum ของคุณ Jean Foucault
ตอนนี้เราทำหน้ามึนๆ ว่ามันคืออะไรหนอ แล้วมงซิเออร์เคก็เลกเชอร์ให้ฟังว่า
คุณฟูโกต์ใช้สถานที่นี้ในการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง

Cafe de Flore
ออกจากแพนธีออน เราเดินผ่านมหาวิทยาลัยซอร์บอร์นเพื่อจะหา subway กลับ
แต่ยังมีเวลาเหลือ เราลง subway ต่อไปที่ Cafe de Flore (สถานี St.Germain des Pres)
คือเดินผ่านคาเฟ่นี้มาหลายทีแล้ว ขอเข้าหน่อยนะ
ที่อยากไป เป็นเพราะชื่อเสียงเรียงนามของคาเฟ่ที่ว่า
เคยเป็นที่ hang-out ของศิลปินและนักคิดนักเขียนดังๆ
เค้าบอกว่าโดยเฉพาะที่ชั้นสอง แต่ตอนเข้าไปนั่งด้านในข้างล่าง
ใจนึงก็อยากนั่งนอกร้านชม (กิน) บรรยากาศ แต่ก็อยากเข้าไปดูข้างในนะ
ซึ่งมันก็ไม่เสียเที่ยวจริงๆ ที่ได้เข้ามา เพราะที่นี่เราคิดงานใหม่ๆ กันได้
มีโปรเจ็กต์ดีๆ เอาไว้รอทำตอนปลายๆ ปี 2553 เลยนะ
ต้องขอบคุณบรรยากาศและเมนูของ Cafe de Flore มากๆ เลยละ ^_^

Bonjour Paris 2

posted on 15 Jul 2009 09:30 by sundayafternoon


หลังจากวันแรกที่เดินจนเมื่อยขาและปวดร้าวไปทั้งตัว
วันถัดมาเรายังไม่เข็ด พากันออกเดินและเดิน
เพราะปารีสเป็นเมืองที่เดินได้สนุกจริงๆ
เตรียมรองเท้าดีๆ สักคู่ ไม่ต้องใช้เงินเยอะ (ยกเว้นหิวน้ำ)
แค่เตรียมตาเตรียมใจไปดู ก็ตะลุยเดินเพลินได้แล้วละ  

มาถึงปารีสแล้วทั้งที สิ่งที่เย้ายวนให้ชวนเดินออกไปดูมากๆ คือ "พิพิธภัณฑ์"
และ "ลูฟวร์" น่าจะเป็นจุดมุ่งหมายแรกๆ ของใครหลายคน

เช้าวันนี้แดดแรง พี่ชายผู้ใจดีแห่งปารีสบอกว่าจะพาเดินไปส่งที่ลูฟวร์นะ
จากบ้านเดินเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย ตรงๆ เลี้ยวๆ ผ่านสวน ผ่านตึก ผ่าน...
เดินไปสักสิบห้านาทีได้มั้ง ก็ถึงคุณลูฟวร์แล้วละ
 
ก่อนไปตะลุยเมืองศิลปะ พวกเราแวะที่ Cafe Marly ซึ่งตั้งอยู่หน้าลูฟวร์
รองท้องด้วยช็อกโกแลตร้อนกับครัวซองต์กรอบนอกนุ่มใน ^_^
สำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลารอต่อคิวซื้อบัตรเข้าลูฟวร์ (หรืออีกหลายๆ พิพิธภัณฑ์)
สามารถใช้บัตรเบ่ง (Museum Pass Card) ที่เล่าไปในแล้วในตอนแรกนะ
มันเป็นบัตรที่ใช้เข้าพิพิธภัณฑ์ได้ประมาณ 60 สิบแห่งทั่วปารีสได้แบบเหมาจ่าย



Musee du Louvre
ความโดดเด่นของลูฟวร์คือเจ้าโดมกระจกแก้วปิรามิดด้านหน้า
ที่ถูกโอบล้อมด้วยปราสาทเก่ายุคเรอเนสซองค์ สุดยอดของความสง่างาม
ใครๆ มาถึงด้านหน้าตรงนี้ก็รีบหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปแช๊ะแช๊ะ
ส่วนความยิ่งใหญ่และความกว้างใหญ่ของพื้นที่ที่กะได้จากสายตา
ทำให้เราต้องวางแผนไว้ในใจคร่าวๆ แล้วละว่าอยากจะดูอะไรบ้าง



ภายในลูฟวร์เต็มไปด้วยคนและคนและคน
ยิ่งหน้ารูปคุณโมนา ลิซ่า ยิ่งมีคนมายืนจ่อถ่ายรูปกันเยอะมาก
(แต่ไอ้จิ๋วมันมุดเข้าไปถ่ายรูปเดี่ยวมาได้อย่างเนียนมากๆ)
ดูเหมือนจะเป็นรูปเขียนที่ได้รับการเอาใจมากที่สุด
เพราะมีรั้วกั้นไว้ มีกระจก แถมมียามยืนอยู่ข้างๆ ด้วย
พวกเราออกความเห็นอย่างสนุกปากว่า มันอาจจะเป็นภาพปลอม
เลยต้องป้องกันคนเข้าใกล้ กลัวเห็นรายละเอียดจริงๆ แล้วรู้ว่าไม่ใช่ (ฮ่าๆ)
เท่านั้นยังไม่พอ เราเดากันมั่วต่อไปอีกว่า ภาพจริงอาจจะถูกเอาไปเก็บไว้ที่อื่น
เพราะดีกว่าจะเสี่ยงให้หายหรือถูกขโมยน่ะนะ ... (คิดไปเรื่อย)



ภายในลูฟวร์ นอกจากจะมีคนที่มาเดินดูงานศิลปะแล้ว
ยังมีศิลปินมานั่งวาดรูปเหมือนจากภาพต่างๆ ที่พวกเขาประทับใจ
คุณลุงคุณป้า (มีแต่คนแก่จริงๆ) จะเอาขาตั้ง เฟรม และจานสีมาครบเซ็ต
นั่งวาดกันไปอย่างสบายอารมณ์ บางคนมีแปะป้ายไว้บนขาตั้งด้วยว่า no photo
แต่เราก็ยังแอบถ่ายมาเฉยเลย คือถ่ายบรรยากาศกลับมาเป็นที่ระลึกน่ะนะ (นิสัยไม่ดีหรือเปล่า)
สำหรับคนที่มีเวลามาปารีสนานๆ เราว่าถ้าซื้อเจ้าพาสคาร์ดอันนี้
แล้วกลับมาดูได้หลายทีก็คุ้มดี เพราะห้องนิทรรศการเยอะมาก
แต่ยังไง ถึงไม่มีพาสคาร์ด เราว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอน



Musee d'Orsay
เราชอบที่ดอร์เซย์นะ (บางคนเรียกว่า "ด็ิอกเซย์" สรุปว่าออกเสียงยังไงกันหนอ)
อาจเพราะว่ามันเน้นยุคอิมเพรสชั่นนิสต์เยอะสุดๆ ใครชอบยุคนี้ต้องมาที่นี่
แถมไซส์ไม่ใหญ่ยักษ์ ค่อยๆ เดินดูไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยใจ และไม่หลง
ตัวตึกเค้าดัดแปลงมาจากสถานีรถไฟเก่า สวยดี ชอบจัง

จากลูฟวร์สามารถเดินมาที่ดอร์เซย์ได้ ไม่น่าจะถึงสิบนาทีมั้ง
เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งของแม่น้ำเซน ไม่ไกลเลย
รวมเป็นทริปวันเดียวกันแบบนี้อาจจะดูงานศิลปะจนตาแฉะไปหน่อย แต่ก็เวิร์กดี

ตอนนี้จิ๋วตื่นเต้นใหญ่ เพราะอยากถ่ายรูปคู่กับรูปของแวนโก๊ะห์และเรอนัวร์
ภาพจริงสวยกว่าที่เคยดูในหนังสือเยอะเลยนะ
กรอบใส่รูปก็สวยอลังการมาก
เขาแยกเป็นเซ็ตๆ ของแต่ละศิลปินไป
ใครชอบศิลปินไหนก็หยุดอยู่ที่งานคนนั้นนานหน่อย
เดินไปเดินมา รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินย้อนยุคเข้าไปสู่โลกสมัยก่อน



Notre-Dame
หลังจากดูงานศิลปะกันเพลิน จนกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว เวลาและความสว่างยังเหลืออีกเยอะ
เราเลยเดินไปบนถนน Saint Germain มันเป็นถนนสายยาวสุดๆ
ที่กลายเป็นถนนโปรดในวันหลังๆ โดยเฉพาะบริเวณสถานี Odeon
มีร้านเยอะให้เดินดูเพลินมาก คาเฟ่เก่าแก่ขึ้นชื่อก็อยู่แถวนี้ (เดี๋ยวเล่าทีหลัง)
เราเดินบนถนนเส้นนี้ไปเรื่อยๆ จนไปตัดออกไปเดินเลียบถนนริมแม่น้ำเซน
เพราะมันจะมีร้านหนังสือมือสองเปิดขายไปเป็นทางยาว
เดินไปนานเว่อร์ นานจริงๆ ไม่ถึงนอร์เทอร์ดามเสียที น่าจะเป็นชั่วโมง -_-"
(ทำไมไม่ยอมขึ้นรถไฟใต้ดินนะเรา ตลอดสายราคา 1.6 ยูโร = 60 - 70 บาท)



นอร์เทอร์ดามตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ
ตัวโบสถ์ด้านนอกโดดเด่นด้วยรูปแกะสลัก
ภายในโบสถ์โกธิคแห่งนี้สวยงามอลังการ
มีภาพเขียนจากยุคกลางอยู่บนเพดาน
ผู้คนนับร้อยทยอยเดินสับเปลี่ยนเวียนเข้ามาดู
บ้างมานั่งสงบจิตสงบใจ โดยการนั่งหลับตา หรือนั่งเงียบๆ

เข้ามาในโบสถ์แล้วรู้สึกเย็น สบายตัวขึ้นเยอะที่ได้นั่งพักกายและใจ
หายเหนื่อยแล้วออกมาด้านนอก เราเห็นว่ามีคนต่อคิวยาวเพื่อจะขึ้นไปยังด้านบน
ด้วยความดื้อ อยากขึ้นไปดูที่ด้านบนหอคอย ก็เลยไปต่อคิวกับเค้าบ้าง (นานมาก)
แถมตอนขึ้นไป เราไม่รู้มาก่อนเลยว่ามันเป็นบันไดวนแคบๆ
แุถมยังมีขั้นบันไดเป็นร้อยๆ ขั้น (เมื่อกี้ดูในหนังสือ เค้าบอกว่า 378 ขั้น)
เดินแล้วแทบลมจับ หน้ามืด ตามัว แถมยังได้กลิ่นปุ๋งๆ (ของใครไม่รู้...เง้อ)

บนหอคอยของนอร์เทอร์ดามจะสามารถมองวิวปารีสได้กว้างไกล
เห็นหอไอเฟลด้วย จริงๆ ไอเฟลนี่เด่นมาก ไปตรงไหนก็มองเห็นนะ (ถ้าอยู่สูง)
ด้วยความแคบของทางเดินด้านบน เลยต้องเดินเรียงคิวต่อกันไปทีละคนๆ
แต่ก็ยังสามารถถ่ายรูป Chimeres ได้ (ดูในรูปข้างบน) เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้าย
มัวแต่มึนงงกับความร้อน ความแคบ และคน
สุดท้ายเราไม่ได้เดินแวะไปดูห้องตีระฆังของ(คุณ)ไอ้ค่อมแห่งนอร์เทอร์ดาม
(เวร...อุตส่าห์ขึ้นมา เพราะคุณค่อมเลยนะ) คือมันเดินลัดไปลำบาก คนเยอะน่ะ



Shakespeare and Co
ใกล้ๆ กับนอร์เทอร์ดาม ยังมีร้านหนังสือเก่าแก่แห่งหนึ่ง
เป็นร้านที่ขายหนังสือภาษอังกฤษเจ๋งๆ เลื่องชื่อของปารีสเลยทีเดียว
ไอ้เราก็ไม่ค่อยจะได้อ่านภาษาปะกิตเท่าไหร่หรอก
แต่เมื่อได้เข้าไปเจอบรรยากาศแล้วขนลุกขนพองมากๆ
อยากทำร้านหนังสือแบบนี้บ้างจัง (กรุณาดูรูปประกอบ)

Shakespeare and Co อัดแน่นไปด้วยหนังสือ
มีมุมเล็กมุมน้อยที่มีหนังสือเรียงรายและซุกซ่อน
จนเราอดใจไม่ไหวอยากจะถ่ายรูปมากๆ
แต่ในร้านตอนนั้น ทุกคนอ่านหนังสือกันอย่างเงียบเรียบร้อย
ทำยังไงดีละ แสงก็น้อย ถ้าเปิดแฟลชก็เด่นอีก กำลังลังเลอยู่พอดีเชียว
จู่ๆ ท่านป้าหัวทองคนนึงหยิบกล้องมาแช๊ะๆ (แถมมีแฟลช)
แกถ่ายโดยไม่เกรงใจสายตาใครเลยจริงๆ
โอ้... พระเจ้าประทานท่านป้านี้มาให้ข้าน้อย
เรารีบหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายฉับๆ โดยไว เลยเต็มไปด้วยรูปสั่นๆ ไหวๆ -_-"



เราดูมุมนู้นมุมนี้แล้ว เลยรวบรวมความกล้าขึ้นไปที่ชั้นสอง (เพราะไม่เห็นมีคนขึ้นเท่าไหร่)
โอ๊ย... (ถึงกับร้องโอ๊ย) ที่ชั้นสองมันสุดยอดมาก อารมณ์ห้องใต้หลังคาน่ะนะ
ตรงส่วนด้านหน้าที่ติดกับบันไดเป็นมุมขายหนังสือเด็ก นิทานภาพ
และห้องที่ติดอยู่ข้างๆ กัน เต็มไปด้วยหนังสือเก่าคร่ำครึ ฝุ่นจับหนาเตอะ
คือตั้งเทินสูงเป็นร้อยๆ เล่มในห้องเล็กๆ นั้น และมีคุณลุงแก่ๆ คนนึงกำลังนั่งอ่านอยู่
ด้วยความเกรงใจอย่างเป็นที่สุด สุดท้าย เราก็ไม่ได้ถ่ายรูปห้องนั้นกลับมา
แต่ถ่ายที่อีกห้องนึงริมหน้าต่าง ผนังจะมีหนังสือเต็มพรืดเหมือนกัน
มีโต๊ะเก้าอี้และกองหนังสือ ชวนให้จินตนาการต่อไปว่า
ใครเคยนั่งลงที่โต๊ะนี้แล้วอ่านหนังสือมาแล้วบ้างน้อ



อีกอย่างที่เราชอบนอกจากความเก๋าและเก่าของร้านนี้
คือหนังสือที่ขายมีทั้งลดราคา และขายราคาพิเศษ (แปลว่าแพงกว่าปก)
เขาจะไม่ใช้วิธีการติดสติ๊กเกอร์เลย (ก็คิดดูดิ เวลาแกะที ปกเจ๊ง)
แต่เขาเขียนไว้ที่หน้าแรกของหนังสือน่ะ เออ ชอบไอเดียนี้จัง
คนขายคงจะเหนื่อยที่ต้องเขียน แต่สำหรับเราถือว่าเป็นความเหนื่อยที่น่าชื่นชม
เพราะได้รับรู้ว่าคนทำร้านหนังสือแห่งนี้ เขารักหนังสือมากขนาดไหน

ป.ล. ไอเดียเขาอาจจะไม่ใช่แบบที่เราคิดก็ได้
อาจจะแค่ประหยัดเงินไม่อยากซื้อสติ๊กเกอร์ติดราคาน่ะ
ฮ่าๆ :P

Bonjour Paris 1

posted on 11 Jul 2009 15:13 by sundayafternoon

กลัวบล็อกสำนักพิมพ์จะเงียบเกินไป เราเอาเรื่องเที่ยวสนุกๆ มาฝากกันนะ



เพราะความที่นาฬิกาชีวิตของฝรั่งเศสเดินช้ากว่าเมืองไทยถึง 5 ชั่วโมง
ทำให้ตั้งแต่กลับมา เรานอนไม่หลับ นอนผิดเวลาแทบจะทุกวัน
ในที่สุด เมื่อคืนใช้ระบบเหมานอน เริ่มนอนมันตั้งแต่ 5 โมงเย็นกว่าๆ
ตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า ไม่รู้ว่านาฬิกาชีวิตของเราจะรวนเรไปกันใหญ่
หรือว่าจะเป็นระบบเหมาๆ คงต้องรอผลทดสอบในค่ำคื่นนี้

ทุกวันที่ 21 มิถุนายน คนฝรั่งเศสถือว่าคือวันแรกของหน้าร้อน
แต่ช่วงกลางๆ ของการเดินทางไปฝรั่งเศส น่าจะก่อนวันที่ 10 ด้วยซ้ำ
เรารู้สึกว่าหน้าร้อนได้เดินทางมาถึงแล้ว
คนที่เดินสวนกันมา ถอดเสื้อกันหนาวมาพาดที่ไหล่หรือเอว
สาวๆ สวมเสื้ิอสายเดี่ยวกับกางเกงขาสั้นสีสดนอนตากแดดในสวนสาธารณะ
เราและใครอีกหลายคน ถือขวดน้ำติดตัว เดินไปที่ไหนสักแห่งบนถนนในปารีส

การเดินทางมาปารีสที่เหมือนฝัน กับการเตรียมตัวอันน้อยนิด
เราจึงมีจุดมุ่งหมายเพียงแค่การเยี่ยมชมมิวเซียมที่ตั้งอยู่ทั่วเมืองโรแมนติกแห่งนี้

วันที่เดินทางมาถึงสนามบิน CDG เราแวะถามพนักงานที่ Tourist Information
ว่าต้องเดินทางเข้าเมืองต่อยังไง มีมิวเซียมพาสคาร์ดขายมั้ย
ในตอนแรกเธอทำท่าหยิ่งๆ ใส่ แต่สุดท้ายก็ช่วยเหลืออย่างดี
ถือเป็นการพูดกับคนฝรั่งเศสครั้งแรกในทริปนี้
ตอนแรกก็กลัวๆ ว่าคนเค้าจะเชิดๆ หรือเปล่า เพราะได้ยินกิตติศัพท์มาเยอะ
แต่หลังจากพูดคุยกับเธอ เรากลับคิดว่ามันไม่น่ากลัวเหมือนที่คนอื่นๆ ว่าไว้ซะเท่าไหร่

การเดินทางเข้าเมืองปารีสง่ายดายด้วยการนั่งรถไฟ
โชคดีที่ที่พักเราตั้งอยู่กลางเมืองปารีสพอดี ตั้งอยู่ในย่านที่เรียกว่า "โบโบ"
หมายถึงคนรุ่นใหม่ที่ชอบใช้ชีวิตแบบฮิปปี้ แต่ก็ทุนนิยม (งงมั้ย)
สรุปคือนั่งรถไฟต่อเดียวไปลงสถานี Les Halles ก็เดินไปถึงที่พักแล้ว

อีกอย่างที่ควรหาซื้อไว้ สำหรับคนที่ชอบเข้ามิวเซียมดูงานศิลปะ
คือ Museum Pass Card มีให้เลือกหลายแบบ
เช่น 2 วัน ราคา 32 ยูโร (คือจำนวนวันกับราคาแตกต่างกันไป)
มันเป็นบัตรเบ่งที่เราเอาไว้อวดเจ้าหน้าที่มิวเซียมว่า สามารถเข้าได้ฟรี
ไม่ต้องเสียเงินค่าเข้า ไม่ต้องไปต่อแถวซื้อตั๋ว
และสามารถเข้ามิวเซียมได้ประมาณ 60 แห่ง
เราคิดว่าถ้าคนที่มีเวลาเยอะๆ เที่ยวอุตลุด ก็คุ้มค่าทีเดียว
เพราะมันรวมมิวเซียมเจ๋งๆ เอาไว้แล้วนะ
อย่า่งลูฟว์ ดอร์เซย์ ปอมปิดู หรือออรันเจอรี่

และก็เหมือนเดิมทุกครั้ง พอไปถึงที่พักแล้ว เราก็ล้างหน้าล้างตา
แล้วออกไปนั่งกิน Hot Chocolate (วันแรกยังหนาวอยู่)
ก่อนไปเดินตะลุยปารีสจนเหนื่อย



มาเร่ส์ (Marais)
"มาเร่ส์" เป็นย่านน่ารักๆ ที่เต็มไปด้วยร้านของเก๋ๆ
มีสวนสาธารณะสวยคลาสสิค
และพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ (Picasso)
จริงๆ ก็คงมีเยอะกว่านั้นแหละ แต่ข้อมูลที่ติดอยู่ในหัวมีเท่านี้

เราเดินลัดเลาะตามตรอกนู่นนี่ แต่อาจจะเพราะไปเช้าเกิน
ร้านค้ายังหลับใหล ผู้คนยังไม่ออกมาเดินคึกคักเสียเท่าไหร่
แต่ในสวนสาธารณะกลับเต็มไปด้วยเด็กๆ สาวๆ หนุ่มๆ มาปิกนิก
เราเดินเล่นเอื่อยเชื่อย พยายามหาบ้านของวิคเตอร์ อูโก (Victor Hugo)
แต่เดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ -_-" ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ แล้ว ก็เลยเปลี่ยนแผน
ไปเดินตามหาร้านอาหารอิตาเลี่ยนแถวๆ นั้น
เพราะไกด์บุ๊คบอกว่าอร่อยแสนอร่อย หวังฝากท้องไว้ที่นั่น

มื้อแรกในปารีส ออกอาการประหม่านิดหน่อย
แต่เมื่อได้รับมุขพี่ชายหนุ่มฝรั่งเศส ก็เกิดอาการตะลึงงัน
คือเมนูร้านนี้มีแต่ภาษาฝรั่งเศส เลยถามเค้าว่ามีเมนูภาษาอังกฤษมั้ย
เค้ารีบสวนกลับมาเลยว่า "มี ผมนี่แหละเมนู (ภาษาอังกฤษ)"
คนข้างๆ เราเป๋ไปเลย ถามว่า "ขอโทษ อะไรนะ"
เจอมุขปัญญาชนเข้าไป เป็นไงล่ะ หุๆๆๆๆ :P

หลังจากอิ่มแล้ว เริ่มปฎบัติการหาร้านชา Mariage Freres ที่อยู่ในย่านนี้
เพราะน้องสาวคนนึงบอกว่า พี่ฝนต้องชอบ ชาชั้นดี ร้านน่ารัก
เราก็ขอไปลองพิสูจน์ให้ ไปถึงหน้าร้านเจอคนญี่ปุ่นยืนอยู่ รู้เลยว่าเรามาถูกที่แล้วแน่
ในร้านตกแต่งเต็มไปด้วยขวดและกล่องชาแน่นผนัง
แถมด้านใน ยังมีคาเฟ่เล็กๆ ด้วย (แน่นอน เต็มไปด้วยคนญี่ปุ่น)
ชาที่ขายมีหลายประเภท ชาฝรั่ง ชาแขก ชาจีน ชาญี่ปุ่น รวมทั้งชาไทย
พี่ที่อยู่ปารีสมานานเกือบ 30 ปี เล่าให้ฟังว่า มีคนไทยเป็นหุ้นส่วนร้านนี้ด้วย



มงมาร์ต (Montmartre)
เดินยังไม่เหนื่อยเท่าไหร่ อากาศกำลังดี อย่างนี้ต้องเที่ยวต่อ ทรหดมาก
เราเดินทางต่อไปยังมงมาร์ต ย่านในฝันช่วงสมัยมหา'ลัยของเรา
เพราะสมัยปู้นนนน (ศตวรรษที่ 19) ศิลปินดังๆ จะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ในปัจจุบัน ยังเป็นย่านศิลปะเล็กๆ ที่น่ารัก (หลายคนบอกว่ามันเป็นย่านทัวริสต์)
แต่สำหรับเรา มันน่ารักดีออก มีศิลปินมารวมตัวกัน
มีทั้งคนวาดรูปวิว บางคนรับวาดภาพเหมือน มีคาเฟ่และแกลเลอรี่อยู่รายรอบ
และถ้าเดินสูงขึ้นไปจนถึงด้านบน จะพบกับ Sacre-Coeur ออกเสียงยังไง ยังงงๆ อยู่
(ลืมเล่าไปว่ามันจะอยู่บนเนินเขา ต้องไต่บันไดขึ้นไป กว่าจะถึง(ป้าฝน)เกือบตาย)
แดดแรงใช่ย่อย แต่พอไปถึงโบสถ์สีขาวเก่าแก่ที่สวยงามแห่งนี้
จะสามารถชมวิวเมืองปารีสจากมุมสูงได้อย่างสบายตา
ผู้คนมากมายจากไหนไม่รู้ มานั่งพักผ่อนอยู่เต็มไปหมด
แถมยังมีคุณลุงคุณป้ามาเล่นดนตรี
และผู้ชายท่าทางเหมือนยาจกมาแสดงละครหุ่น



มูแลงรูจ (Moulin Rouge)
ตอนนี้เหนื่อยจนจะทนไม่ไหว เริ่มอารมณ์เสียเพลียใจ
สงสัยอาการเจ็ทแล็กเพิ่งออกอาการ ก็นั่งเครื่องมาตั้ง 12 ชม. นี่นะ
(บินมากับสายการบิน Etihad ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่อาบูดาบีด้วย ตื่นเต้นๆ)
และเราว่าคงเพราะแดดแรง (จนเริ่มร้อน) กับการเดินนานๆ ทำให้เพลียง่าย
เลยแวะนั่งเล่นในคาเฟ่แถวนั้น ใจนึงก็ไม่อยากเข้าคาเฟ่ เพราะกินน้ำอะไรก็แพง
วันแรกๆ ก็อย่างนี้แหละ ไม่กล้าทำอะไรเลย คิดเป็นเงินเป็นทองซะทุกอย่าง
แต่พอเข้าไปนั่งพักเสียหน่อย กินน้ำกินท่าก็เริ่มใจเย็นขึ้น
(เวลาสั่งน้ำดื่ม เขาจะแถมมันฝรั่งทอดให้ด้วย)
จุดมุ่งหมายต่อมาคือมูแลงรูจ ไม่ได้จะไปดูโชว์หรอก แค่อยากเดินไปดูบรรยากาศ
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก และร้าน Sex Shop!!!
ด้านหน้ามูแลงรูจมีคนต่อคิวยาวเพื่อซื้อตั๋วเข้าไปชมโชว์
สำหรับเรา ก็แค่นั่งพัก ถ่ายรูป และแพลนต่อว่า ... ไปไหนดีหว่า



หอไอเฟล (Eiffel Tower)
เนื่องจากช่วงหน้าร้อนในยุโรป กลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืน
ทำให้กว่าจะมืดจริงๆ ประมาณ 4 ทุ่มกว่า เราก็เลยมีเวลาเหลือเที่ยวอีกหลายชั่วโมง
ไหนๆ มันก็ยังไม่มืด เลยนั่งรถไฟไปหอไอเฟลซะเลย จะได้เที่ยวคุ้ม (คุ้มจริงๆ)

บริเวณหอไอเฟลเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมายแม้จะหกโมงกว่าๆ แล้ว
ถ้าอยากจะขึ้นไปชมวิวปารีสมุมสูงด้านบนหอไอเฟล
เขามีทั้งแบบขึ้นลิฟต์และขึ้นบันได แต่แบบไหนก็ต้องจ่ายเงินนะ
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอถ่ายจากมุมล่างซ้ายขวาจะประหยัดกว่า

หลายคนบอกว่า ถ้ามาปารีสแล้วไม่ได้ชมหอไอเฟลก็เหมือนมาไม่ถึง
เราก็บ้าจี้ตามนั้น จริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก แต่เราก็เพลิดเพลินนะ
เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับใจของแต่ละคนมากกว่า ... ว่ามะ

Favourites